OTABASE
Loading...
SEARCH EVENTS

Marketing

งานวิจัยล่าสุด: โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนวงการคอสเพลย์อินโดนีเซียยิ่งกว่าศาสนา เผยเคล็ดลับตีตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากผู้ตอบแบบสอบถาม 260 คน

結果:3つの要因、それぞれの「効き方」

この研究では「熱狂(ファナティシズム)」「信仰心(宗教性)」「SNSマーケティング」という3つの要因が、コスプレイヤーの購買決定にどう影響するかを統計的に検証しました。結果は、それぞれかなり異なるものでした。

①熱狂(ファナティシズム):思ったほど強くない

アニメへの「熱狂度」は購買行動に一定の影響を与えていたものの、統計的に見るとその効果は限定的なものでした。つまり「大好きだから買う」という単純な図式だけでは、購買行動のすべてを説明できないということです。

②信仰心(宗教性):実は購買にブレーキをかけていない

最も注目すべき結果がここです。事前の想定では「宗教心が強い人ほど、露出のあるコスプレ衣装の購入を控えるのでは」という仮説がありましたが、データ上、信仰心の強さと購買行動の間に統計的に有意な関連は見られませんでした。

つまり、「イスラム教徒だからコスプレ市場が制限される」という単純な図式は、少なくともこの調査結果からは支持されなかったということです。

③SNSマーケティング:最も強い影響力

そして最大の発見がこれです。3つの要因の中で、購買行動に最も強く、かつ統計的に明確な影響を与えていたのはSNSマーケティングでした。Instagram・TikTok・Xなどでの発信、インフルエンサーによる紹介、コミュニティ内での話題の広がりが、購買を後押しする最大のドライバーになっていたのです。

前述の「83%がSNS経由で購入している」という数字と合わせて考えると、この結果は非常に説得力があります。インドネシアのコスプレイヤーにとって、SNSはもはや単なる情報源ではなく、購買行動そのものを動かすエンジンになっているのです。


クリエイター・ブランドが押さえておくべきポイント

この研究結果から、東南アジア市場、特にインドネシアでコスプレ・アニメ関連の活動を展開したいクリエイターやブランドが学べることは多くあります。

  • 宗教的な配慮は必要だが、過度に恐れる必要はない:信仰心の強さそのものが購買のブレーキになっているわけではないというデータは、市場参入をためらう理由を減らしてくれます。もちろん、服装の露出度など文化的な感覚への配慮は依然重要です。
  • SNS戦略への投資は最優先事項:購買行動を最も強く動かすのはSNSマーケティングです。Instagram・TikTokでのビジュアル発信、インフルエンサーとの協業、コミュニティを巻き込んだ話題づくりが、売上に直結する可能性が高いといえます。
  • ターゲットは10代後半〜20代前半の学生層:回答者の8割以上が15〜24歳、7割近くが学生でした。この層に向けた価格設定やコミュニケーションスタイルの最適化が重要になります。
  • 「熱狂」だけに依存したマーケティングは限界がある:ファン心理を煽るだけの訴求では、購買行動を十分に説明できません。SNS上での自然な情報接触や口コミの設計が、より効果的だと考えられます。

まとめ

今回ご紹介した研究は、「宗教的に厳格な国だからコスプレ市場は小さいはず」という先入観を、データによって覆すものでした。260人のインドネシア人コスプレイヤーを対象にした統計分析からは、信仰心そのものは購買行動の障壁になっていない一方で、SNSマーケティングが購買を強く後押ししているという、非常に実務的な示唆が得られました。

世界最大のイスラム教徒人口を抱える国で、アニメ・コスプレ文化がSNSを推進力にしながら着実に広がっている——この事実は、東南アジア市場を見据えるクリエイターやブランドにとって、大きなチャンスを示すデータと言えるでしょう。


【ผลลัพธ์ที่ 1】เครื่องยนต์การซื้อที่ทรงพลังที่สุดคือ “ความคลั่งไคล้ (Fanaticism)”

จากผลการวิเคราะห์ พบว่าสิ่งที่ผลักดันพฤติกรรมการซื้ออย่างแรงที่สุดคือความรักอันคลั่งไคล้ (Fanaticism)ที่มีต่อตัวละครหรือผลงาน โดยพบอิทธิพลทางสถิติที่แข็งแกร่งมาก (ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง 0.521)

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? นักวิจัยอธิบายด้วย “ทฤษฎีอัตลักษณ์ทางสังคม” สำหรับแฟนตัวยงแล้ว ชุดคอสเพลย์ไม่ใช่แค่สินค้าธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งว่า “ฉันคือสมาชิกของคอมมูนิตี้นี้” ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึก “ชอบ” จึงมีน้ำหนักมากกว่าการคำนวณผลได้ผลเสียทางเศรษฐกิจ ทำให้ยอมควักกระเป๋าจ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แฟนที่คลั่งไคล้ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียด้วย (ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง 0.549) กล่าวคือ พวกเขาไม่ใช่เพียงผู้รับสารการตลาดจากบริษัทแบบทางเดียวเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “นักการตลาดโดยสมัครใจ” ที่สร้างสรรค์เนื้อหาเกี่ยวกับคอสเพลย์ด้วยตัวเอง แชร์ และเผยแพร่ต่อไป จะเห็นได้ว่าผ่านการบอกต่อและเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น (UGC) นั้น แฟนๆ เองที่เป็นผู้ผลักดันให้ตลาดคึกคักขึ้น


【ผลลัพธ์ที่ 2】น่าแปลกใจ! “ความศรัทธาทางศาสนา” ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการซื้อ

นี่คือการค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดในงานวิจัยครั้งนี้

ความศรัทธาทางศาสนา (Religiosity) ไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการซื้อสินค้าคอสเพลย์ (ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และกลับเป็นค่าลบเล็กน้อยด้วยซ้ำ) หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแล้ว ผลลัพธ์นี้อาจดูน่าประหลาดใจ

นักวิจัยตีความไว้ว่า สำหรับคอสเพลเยอร์ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ คอสเพลย์ไม่ใช่ “กิจกรรมทางศาสนา” แต่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานอดิเรก การพักผ่อน และการแสดงออกถึงตัวตนเท่านั้น มันไม่ใช่สิ่งที่ “ขัดแย้ง” กับความเชื่อทางศาสนา แต่เป็นกิจกรรมคนละหมวดหมู่ที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้วยเช่นกัน คนกลุ่มวัยนี้มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับ“การค้นหาตัวตนของตนเอง” และ “การได้รับการยอมรับจากเพื่อน” มากกว่าบรรทัดฐานทางศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อได้ว่าความศรัทธาทางศาสนาไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการซื้อคอสเพลย์


【ผลลัพธ์ที่ 3】ความศรัทธาทางศาสนาส่งผล “ผ่านโซเชียลมีเดีย”

แล้วความศรัทธาทางศาสนาไม่มีความเกี่ยวข้องเลยหรือ? คำตอบคือไม่ใช่ นี่คือแก่นแท้ของงานวิจัยชิ้นนี้

จากการวิเคราะห์พบว่า ความศรัทธาทางศาสนามีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย (ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง 0.157) กล่าวคือ ผู้บริโภคที่มีความศรัทธาทางศาสนาสูง จะยิ่งตอบสนองต่อข้อความทางการตลาดบนโซเชียลมีเดียได้ไวขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ข้อความนั้น**”น่าเชื่อถือ ให้ความเคารพ และสอดคล้องกับค่านิยมของตน”**เท่านั้น

และการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเองก็ผลักดันพฤติกรรมการซื้อได้อย่างชัดเจน (ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง 0.344)

เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน จะเห็นภาพรวมดังนี้

ความศรัทธาทางศาสนา → การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย → พฤติกรรมการซื้อ

ความศรัทธาทางศาสนาไม่ได้ผลักดันการซื้อ “โดยตรง” แต่เมื่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียแล้วจะนำไปสู่การซื้อได้ ในทางสถิติเรียกสิ่งนี้ว่า“การเป็นตัวกลางแบบสมบูรณ์ (full mediation)” แม้ค่านิยมทางศาสนาจะไม่ใช่แรงจูงใจโดยตรงในการซื้อคอสเพลย์ แต่เมื่อถูกแปลงเป็นการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียที่สุภาพ มุ่งเน้นคอมมูนิตี้ และน่าเชื่อถือแล้ว ก็จะช่วยผลักดันการซื้อได้ทางอ้อม

ในทางกลับกัน สำหรับความคลั่งไคล้นั้นเป็น “การเป็นตัวกลางบางส่วน” กล่าวคือความคลั่งไคล้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน ทั้งกระตุ้นการซื้อโดยตรง และผลักดันการซื้อเพิ่มเติมผ่านโซเชียลมีเดียด้วย

นอกจากนี้ โมเดลนี้ยังสามารถอธิบายได้ถึง 51.5% ของการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย และ 59% ของพฤติกรรมการซื้อ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือค่อนข้างมาก


แล้วถ้าจะทำกิจกรรมในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรทำอย่างไร?

ลองแปลผลลัพธ์ที่ผ่านมาให้เป็น “บทเรียนที่นำไปใช้ได้จริง” ในมุมมองของคอสเพลเยอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกันดูบ้าง โดยจะจัดเรียงตามข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติที่นักวิจัยได้เสนอไว้ด้วย

1. “คอมมูนิตี้ที่สนุกสนาน” คืออุปกรณ์ส่งเสริมการขายที่ทรงพลังที่สุด

แฟนที่คลั่งไคล้เป็นกลุ่มคนที่แม้ปล่อยไว้เฉยๆ ก็จะสร้างสรรค์และเผยแพร่เนื้อหาด้วยตัวเองอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ การสร้างคอมมูนิตี้ที่สะดวกสบายให้แฟนๆ ได้ใช้เวลาร่วมกันในระยะยาวจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าโฆษณาแบบครั้งเดียว การจัดเตรียมพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นออนไลน์ กระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหา และร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในคอมมูนิตี้ — การสร้างความสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้ จะนำไปสู่ยอดขายได้ในที่สุด

2. มองว่า SNS คือสมรภูมิหลัก

เมื่อผู้ตอบแบบสอบถามถึง 83% ซื้อสินค้าผ่าน SNS นั่นหมายความว่า SNS ไม่ใช่แค่ “ช่องทางโฆษณาเสริม” อีกต่อไป แต่เป็นเวทีหลักของการซื้อขาย การเผยแพร่ข้อมูลสินค้า การแนะนำกันเองระหว่างเพื่อนฝูง และการปฏิสัมพันธ์ในคอมมูนิตี้ ล้วนเกิดขึ้นบน SNS ทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านี้ช่วยลดความไม่มั่นใจในการซื้อและผลักดันให้เกิดการซื้อจริง

3. มองศาสนาว่าเป็น “สิ่งที่ต้องประสานกลมกลืน” ไม่ใช่ “กำแพง”

นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุด การตัดสินกลุ่มคนที่มีความเชื่อทางศาสนาแรงกล้าว่าเป็น “ลูกค้าที่ไม่สนใจคอสเพลย์” นั้นเป็นเรื่องที่ด่วนสรุปเกินไป หากนำเสนอคอนเทนต์ที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและศาสนาอย่างเหมาะสมและเปี่ยมด้วยความเคารพ คนกลุ่มนี้ก็สามารถตอบสนองผ่าน SNS และกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคได้เช่นกัน นักวิจัยยังสรุปไว้ว่า “ไม่ควรมองความเคร่งศาสนาว่าเป็นอุปสรรค แต่ควรใช้การสื่อสารผ่าน SNS ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม เพื่อประสานอัตลักษณ์ทางศาสนากับอัตลักษณ์ในฐานะแฟนคลับให้กลมกลืนกัน”

4. คำสำคัญคือ “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความเคารพ”

ผู้บริโภคที่มีความเชื่อทางศาสนาแรงกล้าจะเปิดใจรับข้อความที่น่าเชื่อถือ เปี่ยมด้วยความเคารพ และสอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง มากกว่าโฆษณาที่ยัดเยียดใส่หน้า ความจริงใจสำคัญกว่าความหวือหวา — นี่คือสิ่งที่ได้ผลในตลาดมุสลิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


สรุป: แนวทางบุกตลาดอินโดนีเซียรวมศูนย์อยู่ที่ “SNS”

ความเป็นจริงของตลาดคอสเพลย์อินโดนีเซียที่งานวิจัยครั้งนี้เผยให้เห็น สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. สิ่งที่ขับเคลื่อนการซื้อได้แรงที่สุดคือความคลั่งไคล้ในผลงานและตัวละคร คอสตูมเป็นสัญลักษณ์แสดงอัตลักษณ์ของ “ความชอบ” และแฟนตัวยงก็อาจกลายเป็นผู้เผยแพร่กระจายข่าวด้วยความสมัครใจ
  2. ความเชื่อทางศาสนาโดยตัวมันเองไม่ได้ขับเคลื่อนการซื้อโดยตรง สำหรับคนรุ่นใหม่ คอสเพลย์ถูกมองว่าเป็น “งานอดิเรก” ที่แยกจากศาสนาโดยสิ้นเชิง
  3. ความเชื่อทางศาสนาจะนำไปสู่การซื้อได้ก็ต่อเมื่อผ่าน SNS เท่านั้น การสื่อสารผ่าน SNS ที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางศาสนาจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอัตลักษณ์ทางศาสนาและจิตใจของแฟนคลับ

แม้จะเป็นตลาดที่ดูเหมือนจะมีอุปสรรคสูงอย่างประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก แต่กุญแจสำคัญสุดท้ายก็คือ“คอมมูนิตี้ที่เปี่ยมด้วยความคลั่งไคล้” และ “การสื่อสารผ่าน SNS ที่เปี่ยมด้วยความเคารพ” การที่จะบ่มเพาะทั้งสองสิ่งนี้อย่างพิถีพิถันได้หรือไม่ น่าจะเป็นตัวชี้ขาดความสำเร็จหรือล้มเหลวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตลาดอนิเมะและคอสเพลย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงอินโดนีเซียด้วยนั้น น่าจะน่าติดตามมากยิ่งขึ้นต่อจากนี้ไป เราอยากติดตามความเคลื่อนไหวนี้ต่อไปทั้งในมุมของตัวเลขและความคลั่งไคล้ของแฟนคลับ

 

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยกองบรรณาธิการ OTABASE ให้เข้าใจง่าย โดยอ้างอิงจากบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ใน Journal of Applied Management and Business (ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0) ตัวเลขและผลการสำรวจต่าง ๆ อ้างอิงจากบทความวิจัยต้นฉบับ

※ลิงก์เอกสารอ้างอิง:https://e-journals.dinamika.ac.id/jamb/article/view/1482/596

RELATED